วีรวุฒิ เข็มเพชร
10 ปีกับการก้าวขึ้นสู้ระดับผู้บริหาร และเคล็ดลับดีๆ สำหรับผู้ที่ต้องกา
...
ผู้บริหารบริษัทเจาะน้ำมันยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย อย่าง Halliburton จากพนักงาน 55,000 คน ผู้บริหารใน ระดับเอเซียอาคเนย์จากเมืองไทย เป็นผู้ถูกคัดเลือกให้เดิน ทางมาประชุมที่อเมริกาทุกเดือน เพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ บริหารระดับสูงต่อไป วันนี้เราจะได้ทำความรู้จักกับเขาถึง หลักการทำงานต่างๆ จากระยะเวลาเพียงแค่ 10 ปี พนักงาน ธรรมดาคนนึงกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารระดับเอเซีย แปซิกฟิก คุณวีระวุฒิ เข็มเพชร คุณป๊อปหรือ คุณบ๊อบ บุตร ชายของนายสมมาตรและนางวิไลวรรณ เข็มเพชร มีพี่น้อง 3 คน คุณบ๊อบเป็นลูกคนกลาง คนโตชื่อ พี่หนุ่ม ชลธิศ เข็ม- เพชร ทํางานอยู่สถานกงสุล ที่นิวยอร์ค และน้องชายคนเล็ก ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร “PK” พิธีกรชื่อดังที่เรารู้จักกันดีใน เมืองไทย เรามารู้จักเขากันเลยดีกว่า...
...
- อยากทราบประวัติส่วนตัวสักเล็กน้อย ?
...
ครับ...พี่จบการศึกษาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย OV61 (นักเรียนที่จบโรงเรียนวชิราวุธจะเรียกกันว่า OV ส่วนเลขที่ตามหลังหมายถึงลำดับรุ่นที่จบ) ก่อนที่จะเดินทางมาศึกษา ต่อที่นิวยอร์ก ตอนนั้นจริงๆ แล้วอยากจะเป็นนักดนตรีเพราะชอบดนตรีตั้งแต่เล็กๆ เลยอยากจะเรียนทางด้านมิวสิคเทคโนโลยี แต่คุณแม่อยากให้ผมเรียนวิศวะเลยเลือกไป เรียนปริญญาตรีทางด้านวิศวะกรรมโยธา แล้วมันถูกเบนไปมากงานทางด้านดนตรีก็เลยหายไป ตลอดเวลาที่เรียนอยู่ที่นิวยอร์กก็ประมาณ 10 ปีน่าจะได้ พอเรียนจบก็มีโอกาสได้กลับเมืองไทย
-ได้ยินว่ากลับเมืองไทยก็เริ่มการทำงานกับบริษัทน้ำมันเลย?
...ช่วงนั้นพอได้กลับเมืองไทย ก็มีโอกาสได้ไปทำงาน ด้านถ่ายโฆษณา ถ่ายซีรีย์ละคร อยู่พักนึง จากนั้นก็เริ่มๆ เข้ามาทำงานกับบริษัทฯ จนทำไปทำมางานทางด้านบันเทิงก็ห่าง หายไปจนเข้ามาทำงานกับบริษัทฯ แต่ไปทำงานที่แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล มันเป็นอะไรที่กดดันพอสมควรต้องไปอยู่ในทะเลไปแต่ละทีก็หายไปเลยหนึ่งเดือนเต็มๆ อยู่กับคนบนแท่นเจาะประมาณร้อยคน ตอนนั้นอยู่ในแท่นเจาะของบริษัท Unocal แต่ตัวพี่เองทำอยู่ที่บริษัท Halliburton เราก็เป็นบริษัท Drilling Service ที่อยู่ในนั้น กลางทะเลก็คือมองไม่เห็นอะไรเลย กลางคืนทุกอย่างจะมืดไปหมด ทำเที่ยงวันถึงเที่ยงคืน อีกคนก็ทำเที่ยงคืนถึงเที่ยงวัน ตอนนั้นเรายังเป็นจูเนียร์อยู่ในนั้น เราก็ต้องมาทำช่วงเที่ยงคืนถึงเที่ยงวันมานอนก็ช่วงบ่ายซึ่งมันกลับตาลปัตร กลับเวลากับคนธรรมดาแต่ข้อดีก็คือมีโอกาสเห็นพระอาทิตย์ขึ้นจริงๆ ขึ้นจากน้ำเลย
- ทำงานอยู่ที่แท่นเจาะกี่ปีและเป็นอย่างไรบ้าง?
เป็นแบบนั้นอยู่สองปีครับ...ซึ่งมันเป็นอะไรที่ดีนะ ฝึกความอดทนดี ไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้เงินด้วยเพราะออกไปอยู่กลางทะเลตลอด เขาก็จะมีทุกอย่างให้ มีที่อยู่ ที่นอน มีอาหารการ กินให้ มีทีวีให้ดู แต่ก็ส่วนมากแล้วเราก็จะหาเวลานอนให้มากที่สุด เพราะทำงาน 12 ชั่วโมง บวกกับทานข้าวก่อนที่จะทำงานแล้วก็หลังจากทำงาน นับแล้วมันก็หายไปอีก 3-4 ชั่วโมง พี่เป็นคนที่เมารถและเมาเรือง่ายอยู่แล้ว
- นานมั๊ยคะ..กว่าจะถึงในจุดที่อยู่ในปัจจุบันนี้?
จากจุดนั้นพอทำงานไปได้สักสองปีตอนนั้นน่าจะเป็นปี 1999 แท่นเจาะในเมืองไทยเริ่มน้อยลง งานมันก็น้อยลง เพราะงานของเรามันอยู่ในอ่าวไทยจากฝั่งสงขลา เวลาไปก็ต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์ไป พองานมันน้อยลงเราก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสออกไป ตอนนั้นก็เลยตัดสินใจลาออกเพราะอยากจะออกมาเรียนปริญญาโททางด้าน CEM (Computer and Engineering Management) ของมหาวิทยาลัย เอแบค ตอนนั้นแม่ก็อยากจะให้กลับเรียนโทที่นิวยอร์ก แต่ว่าเราอยู่เมืองไทยแล้ว ก็เลยตัดสินใจว่าไหนๆ ภาษาเราก็ได้แล้วก็เลยไป เรียนที่เอแบคเลยล่ะกันจะได้เพื่อนกลุ่มใหม่และสังคมใหม่ด้วย
- มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง พอกลับไปเรียนอีกครั้ง?
ก็คิดว่าประสบความสำเร็จนะ หนึ่งเลยก็คือวัยเราอาจจะมากกว่าเขาสักปีหรือสองปี พอไปถึงทั้งรุ่นเลยก็เลยให้เราไปเป็นประธานรุ่น CEM 16 ด้วยประสบการณ์ ที่เคยเรียนเมือง นอก เคยทำงานก็เป็นรุ่นที่สนิทสนมกลมเกลียวกันมากกว่า รุ่นอื่นๆ ตั้งแต่ที่เคยมีมา พอเรียนจบที่นั้นก็กลับเข้ามาอยู่ที่ Halliburton อีกครั้ง ทีนี้ก็เข้ามาเต็มตัวแล้วคือมาเป็นพนักงานออฟฟิสแบบเต็มตัว พอทำอยู่ได้สักสองปี เราก็ได้นายที่ดีเป็นคนอเมริกัน เขาก็เริ่มมองเห็นเราว่าจริงๆ แล้วเราอาจจะมีความสามารถทางด้าน Technical อยู่แล้ว แต่ว่ามีจุดอื่นที่เราเก่งกว่า นั้นก็คือด้าน Operations และด้าน Sales ของแผนก SDBS Drill Bits เขาก็เลยให้ เราบริหารงานด้านนั้นเต็มตัว ก็คือให้ดูแล Chevron และ ปตท. Accounts จากจุดนั้น เราก็ค้นพบตัวเองในอีกด้านหนึ่ง แล้วก็เริ่มสร้างรายได้ให้บริษัทฯ มากขึ้น จนเห็นว่าเราสามารถทำได้แล้ว นายฝรั่งคนนี้ก็กลับแล้วก็ย้ายไปทำที่อื่นจากการที่เราเป็นวิศวะคนนึง ก็กลายเป็น Country Manager for SDBS Indochina ของบริษัทฯ ดูแลอินโดจีนทั้งหมด ก็จะมีไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว พอผ่านไปอีกสักสองปีครึ่ง ตอนนี้ก็ได้เลื่อนตําแหน่งมาดูแลงานในด้านของเอเซีย อาคเนย์ ทั้งหมด งานมันก็หนักมากขึ้นต้องดูแลมากขึ้น ตอนนี้ก็ต้องบินบ่อยมาก คือต้องบินไปดูลูกค้า ดู Operations ของเราเองในประเทศต่างๆ
- วางแผนมั๊ยคะว่า จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน?
อืม...ขั้นต่อไปก็คงขึ้นไปดูเอเซียแปซิฟิค แล้วก็ Vice President ตรงนั้นก็คงเป็นจุดสูงสุด เราก็ต้องไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ
- มีหลักในการจัดการกับปัญหาอย่างไรบ้าง?
ปกติพี่ก็จะเป็นคนทำงานไม่หนักนะ คือ มีนายเคยสอนไว้ว่าทำงานให้ฉลาด รู้เป้าหมายว่าคืออะไร ไม่ใช่ทำงานแบบยิงเป็นดาวกระจาย แล้วโดนตรงไหนก็โอเคตรงนั้น เราต้องวางจุดหมายแล้วเราก็ไปถึงให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น ถ้าไม่อย่างงั้นสุดท้ายก็จะไม่เป็นไปตามสิ่งที่ต้องการ และจะไม่มีเวลาให้กับครอบครัวเลย
- ตรงนี้ถือว่าประสบความสำเร็จหรือยัง?
ก็ถือว่าจุดนึงนะ เพราะในสายงานนี้ที่เข้ามาดูแลคนที่มาเป็นลูกน้องเรา เคยเป็นเพื่อนเรา แล้วอยู่ดีๆ เราต้องขึ้นมาดูแลเขา มาบี้งานกัน แล้วถ้าเราไม่เก่งจริงจะยอมรับกันได้ ยาก มากไม่ว่าจะเป็นชาติไหน แต่ว่าเราอาจจะได้รับจุดดี ที่มาจากคุณพ่อและคุณแม่ คือคุณพ่อจะเป็นคนที่ใจเย็น สบายๆ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทํา และมีความสุขในงานที่ทํา ส่วนทางคุณแม่ ก็จะเป็นคนเก่ง คิดไว ทําไว เข้มแข็ง อดทน แล้วก็แม่นในเรื่องของการจับประเด็น แม่สามารถบอกได้เลยว่าทำแบบนี้นะ แล้วจะประสบความสำเร็จนะ ก็ถือว่าพี่โชคดีที่ได้ จุดเด่นทั้งพ่อและแม่ ยิ่งในเรื่องของการแบ่งเวลา การจัดสรรเวลา...อันนี้สำคัญมาก
- จะมีคำแนะนำอะไรสำหรับเด็กๆ ใหม่ๆ ที่กำลังจะเริ่มต้นทำงานหรือหางาน?
เปรียบเทียบตัวเองล่ะกันนะ ตัวเราอาจจะโชคดีที่มีพี่น้องที่ดี มีคุณพ่อคุณแม่ที่ดี อย่างคุณแม่ ท่านก็จะคิดตลอดเวลาว่าจะทำอย่างไร ที่จะทำให้ลูกเราสามารถพูดและใช้ภาษาอังกฤษได้คล่อง มีหน้าที่การงานที่ดี อย่างถ้าตอนนั้นยังอยู่เมืองไทยก็คงเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีภาษาอังกฤษเก่ง มีหน้าที่การงานเหนือกว่าคนอื่นเขา คุณแม่ก็เลยตัดสินใจทิ้งงานตรวจสอบบัญชีของสํานักงานไชยยศ ที่ทํามาเกือบ 20 ปีและชวน คุณพ่อมาอยู่ที่นิวยอร์ก แล้วก็เริ่มให้ลูกๆ เข้ามาเรียนตอนนั้น พีเค มาอยู่ก่อนหลังจากนั้นพี่ก็ตามมาอยู่ ส่วนพี่หนุ่มยังไม่ มาเพราะยังอยู่วชิราวุธ ตอนที่พี่เรียนอยู่ คุณแม่ก็จะพยายามเบนเข็มให้เราไปในทิศทางที่มันควรจะเป็น เพราะว่าผู้ใหญ่อาจจะเห็นอะไรได้ดีกว่า เราเองอาจจะอยู่ในเกมส์ตรงนั้น แต่ผู้ใหญ่เป็นคนที่มองเข้ามา เขาก็จะเห็นในตัวเรามากกว่า ในส่วนตัวก็ถือว่าโชคดีที่มีคุณพ่อคุณแม่นำทางมาก่อน ส่วนน้องๆ ทั้งหลายที่เรียนจบมาจากที่นี้ พี่ก็อยากจะฝากไว้ ว่าเวลาเริ่มทํางานก็มีวินัยเยอะๆ พยายามเรียนรู้งานให้เร็วไปถึงจุดที่ไม่ต้องมีเจ้านายมาคอยบอกว่าเราควรทำอะไร ถ้าเราไม่รู้ว่าเราควรทำอะไรในสายงานเรา แล้วเราก็ไม่มีวินัยในการทำงานเลยเนี่ยะ โอกาสที่เราจะขึ้นสูงในสายงานเรา พี่ว่าไม่ง่ายเพราะจุดนี้มันเป็นจุดเริ่ม เพราะถ้าพูดถึง ความเก่งยังมาทีหลังนะ เราจะสร้างความนับถือจากเพื่อนร่วมงานได้ เราต้องมีวินัยในตัวเอง เพราะวันนึงถ้าเราขึ้นสูงไปเราจะได้ความเคารพนับถือจากคนรอบตัวรวมทั้งลูกน้องและเจ้านายเราเอง แล้วอีกอย่างควรจะเจอปัญหาเยอะ แล้วก็ควรจะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ตรงนี้สําคัญเพราะถ้าให้คนอื่นแก้ปัญหาให้เนี่ยะ ต่อไปมันจะกลายเป็นการแก้ปัญหาได้แค่มุมเดียวไม่สามารถพลิกได้เพราะถ้าเผื่อเราประสบการณ์เยอะเนี่ยะ จะทําให้เราแก้ปัญหาได้เร็วและเฉียบคม ปัญหาทุกอย่างในชีวิตมีวิธีแก้ต่างกัน บางครั้งง่ายหรือยาก หรือบ้างครั้งก็ยากที่จะแก้ เราต้องมีเซ็นส์ในการตัดสินใจที่ดีเพราะขึ้นไประดับ manager แล้วเนี่ยะ จะต้องตัดสินใจอย่างเดียวเลย แล้วอีกอย่างถ้ามีน้องๆ มีขอคำปรึกษาเรา แล้วเราไม่มีเซ็นส์ตรงนั้นเนี่ยะ มันจะกลายเป็นก่อบาปกันไปเลยกลายเป็นผิดซ้ำสอง กลายเป็นพาน้องๆ เสียไปด้วยหมดเลย เละเทะไปหมด ตรงเนี่ยะเป็นความกดดันอีกอย่างนึงที่พี่พยายามมาตลอดเลย เพราะเราจะต้องมีเซ็นส์ที่ดี เราต้องอดทน เพราะทุกวันมันจะมีแต่ปัญหา เดินไปก็เจอปัญหา มันมีอยู่ทุกที่ เพราะฉนั้นเราต้องใช้ความอดทนสูงมาก แล้วอีกอย่างหนึ่งน้องๆ ที่กำลังเติบโตไปจะต้องเจอกับความยากลำบากแน่นอน เพราะฉนั้นต้องมองโลกในแง่ดี แล้วก็ไม่ประมาท ก็สำหรับพี่แล้วก็มีคติประจำใจว่า “เราควรจะหวังในสิ่งที่ดีที่สุดแล้วก็ต้องเตรียมตัวไว้กับสิ่งที่แย่ที่สุด” เมื่อเราไปเจอแล้วเราจะไม่ตกใจ เมื่อเรามีสติ ไม่ว่าจะแย่อย่างไร เราก็แก้ไขมันได้
- ได้ยินว่านอกจากนี้ยังมีธุรกิจส่วนตัวด้านอื่นอีกด้วย?
เออ..ตรงนั้นก็เกิดมาจากความชอบส่วนตัว เป็นพวกปลาคาร์ฟ ที่ชอบเลี้ยงมาตั้งแต่ 7-8 ปีที่แล้ว ซึ่งที่ทำก็เพราะเกิดจากความชอบแล้วมันก็ถือว่าเป็นไซด์จ๊อป ที่ช่วยทางด้าน
การเงินของครอบครัวด้วย พอหลังจากแต่งงานแล้ว การมีรายได้ประจำมันก็เหมือนถูกจำกัด แล้วการเลี้ยงปลาคาร์ฟ มันก็เหมือนกับงานอดิเรก ซื้อปลามาเลี้ยง พอซื้อไปซื้อมา เงินมันก็ไหลไปเรื่อยๆ ปลาตัวเล็กๆ 10-20 เซนติเมตร ราคาสามสี่พันบาทเราก็ซื้อ พอโตเราก็เริ่ม ปล่อยขาย พอเรามีปลาที่สวยก็ เริ่มมีคนสนใจ มีเว็บไซด์ของสมาคมเลี้ยงปลาคาร์ฟสนใจ พอมีคนสนใจมากขึ้นแล้ว ก็เริ่มทำมากขึ้น เริ่มนําเข้าอาหารปลา เอาอุปกรณ์ แล้วก็เอาลูกปลาตัวเล็กๆ เข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ทุกอย่างเราก็เริ่มจากเล็กๆ เพราะเราค่อนข้างระวังในเรื่องของการก้าวที่มั่นคง เรียกได้ว่าจะช้าหรือเร็วก็ต้องชัวร์ไว้ ก่อน แล้วก็เวลาส่วนใหญ่ก็ต้องทำงานที่บริษัทฯ จะทำได้ก็ช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ พี่คิดไว้เสมอว่ารีบเหนี่อยตอนที่ เรายังมีแรงทํา อีกหน่อยเมื่ออายุมากขึ้นจะได้ทําน้อยลงและ ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น
- ยังเหลืออะไรที่คิดจะทำแล้วยังไม่ได้ทำอีก?
จริงๆ ก็อยากจะเป็นเจ้าของกิจการอะไรสักอย่าง แต่ก็ยังไม่มีเวลา ซึ่งช่วงนี้ก็ยุ่งๆ มากนี่ก็เพิ่งบินจากฮุสตันมา โดยทางบริษัทคัดเลือกคนจาก 55,000 คนที่มี ให้เหลือ 24 คน พี่ถูกคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในนั้นและอายุน้อยที่สุดด้วย เพราะแต่ละคนเป็น VP และ Director ทั้งนั้น กดดันเหมือนกัน จุดประสงค์คือเพื่อมาประชุมวางทิศทางแนวทางของบริษัทที่จะทำให้โตขึ้น ขยายขึ้นตลอดปีก็จะต้องบินมาเจอกัน เพราะมันมีโปรเจคที่ต้องทำร่วมกันซึ่งเขาอยากให้เราเรียนรู้ตรงนี้ เพราะเขามองว่าใครสักคนถ้าจะขึ้นมาดูแลบริษัทฯ จะต้องมีวินัย แล้วก็ความอดทนสูงมาก และสามารถทํางานร่วมกับทุกคนได้ดี ซึ่งแต่ก่อนเราก็ไม่เข้าใจ ที่เราจะต้องห่างครอบครัวมากขึ้น ต้องบินมาอยู่อีกซีกโลกนึงจะทำอย่างไร ที่เราจะต้องรันธุรกิจที่อยู่เมืองไทยได้ในขณะที่ตัวเราต้องมาอยู่ที่นี่
- มีวิธีจัดการกับความเครียด อย่างไรบ้างคะ?
อืม...มันก็ไม่ง่ายนะ เราต้องหาจุด อย่างตัวเราชอบปลาคาร์ฟ เราก็ไปยืนดูปลาสักพักก่อนจะเข้าบ้าน มันก็ช่วยนะ อย่างพี่หนุ่มชอบไปยิม พีเคชอบรถ บางคนอาจจะชอบรถเหมือน กัน แต่รับรองได้ว่ารายละเอียดจะไม่เหมือนกัน อย่างปัญหาเนี่ยะ เราต้องเจอกับมันทุกวัน แต่เราจะดิวกับมันยังไงที่สำคัญ เราต้องซื่อสัตย์กับตัวเราเอง เวลาแก้ปัญหาอย่าเข้าข้างตัวเอง ถ้าเป็นแบบนั้นการแก้ปัญหาจะคาดเคลื่อน คือถ้ามีปัญหาเราควรกลับมาดูที่ตัวเอง ก่อน อย่างถ้าเรามีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เราต้องพยายามมองว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น พยายามมองจากมุมของเขาบ้าง หรือจะใช้การสื่อสาร ใจเย็นๆ อดทน ใช้ความอดทนใน การแก้ปัญหา แล้วเวลาที่เราไม่แก้ปัญหาจากต้นเหตุ ไม่นานมันจะวนกลับมาอีกแล้วมันจะกลับมาแบบใหญ่ขึ้นๆ จนแก้ลําบาก
- ครอบครัวเป็นอย่างไรบ้างคะ?
ก็เปลี่ยนเยอะครับ... ธรรมดาก็จะเฮฮาเหมือนพี่หนุ่ม เหมือน พีเค แต่พอเราแต่งก่อน เราก็ลุยไปก่อนเลย มันก็มีสะดุดบ้าง อะไรบ้าง มันต้องสวมบทบาทหลายบท แต่ก็เรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จมากกว่านะ มากกว่าที่จะผิดพลาด แล้วยิ่งเรามีครอบครัวมันก็เหมือนกับเราล้มไม่ได้ มันมีแรงขับแล้ว บางทีสิ่งที่เราผ่านมาแล้วมันก็สามารถเป็นคำปรึกษาที่ดีให้ กับเพื่อนๆ น้องๆ ได้ ว่าเราต้องอดทนนะ ต้องใจเย็นเพราะคนที่จะมาอยู่กันได้ 24 ชั่วโมง มันไม่ง่ายนะ เพราะในแต่ละวันมันจะมีอะไรมาให้นั่งคุยมีทั้งปรึกษาและมีทั้งถกเถียง
คุณป๊อบกับคุณหนุ่ม พี่ชายที่ทำงานอยู่ที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก
...
เป็นเรื่องธรรมดาของทุกครอบครัวครับ น้องอู๋ (ภรรยา) เป็นแอร์ของการบินไทยครับ บินบ่อยเหมือนกับพี่ เลยไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้าน เพราะฉนั้นเวลาอยู่บ้านทั้งคู่จะใช้เวลาอยู่ด้วย กันมากที่สุดที่จะเป็นไปได้เรามีลูกชายคนเดียวคือน้องเฟมัส เลยต้องพยามเล่นกับเค้าเยอะๆ กลัวเค้าเหงา ตอนนี้เค้า 5 ขวบแล้ว กําลังพูดเก่งเลยทะเล้นด้วย เล่นกับลูกก็เป็นอีก วิธีแก้เครียดได้ดีครับ
- กับพี่ๆ น้องๆ เป็นอย่างไรบ้างคะ?
ก็สนิทไปคนละแบบนะ อย่างพี่หนุ่มก็เรียกว่าเป็นคนที่มี Service Mind ชอบช่วยเหลือคน อย่างที่ทำงานในสถานกงสุลไทยเนี่ยะ ก็ไม่เคยคิดจะไปไหนนะ มีความสุขในการทํางานและช่วยเหลือคนแล้วก็ไปเรื่อยๆ นิ่งๆ ใช้ชีวิตไม่หวือหวา แต่สำหรับ พีเค เนี่ยะเขาจะมีคติ ประจำใจของเขา อย่างเขาเคยเห็นเพื่อนเสียชีวิตในกรณีอุบัติเหตุรถยนต์ เขาถือว่าทุกนาทีที่มีชีวิตอยู่เป็นกำไรล้วนๆ เลย ดังนั้นถ้ามีโอกาสที่จะทำอะไรแล้วเนี่ยะ เขาจะรีบทำอย่างที่เห็นกันมาตั้งแต่เล็กๆ แล้วเนี่ยะ เขาเหมือนกับวูบวาบนะ คือนาทีนี้เขาอาจะมีความสุขที่สุดแต่พออีกสองนาทีอาจจะไม่แฮปปี้แล้ว พอมาถึงจุดนี้แล้วก็จะทำทุกอย่างให้ตัวเองมีความสุขจะออกแนวศิลปินอะไรประมาณนั้น พี่น้องสามคนนิสัยและบุคลิกต่างกัน แต่ความเข้าใจในความต่างของเราสามคนนี่แหละ ที่ทําให้เรายอมรับในโลกของแต่ละคนและสร้างความสุขให้กัน เวลาที่ได้มาอยู่รวมกันครบทีมส่วนมากจะมีแต่เรื่องฮาๆ มาเล่ากัน
- อยู่ในบริษัทเป็นอย่างไรคะและอยากจะฝากอะไรอีกมั๊ย?
เวลาที่เป็น manager เนี่ยะเราก็ฮานะ เราเป็นคนที่ฮาได้กับทุกคนแต่ถึงเวลาที่เด็ดขาดเราก็เด็ดขาด อย่างเวลาอยู่ที่บริษัทเราไม่จำเป็นต้องชอบทุกคน หรือทุกคนไม่จำเป็นต้องชอบเรา แต่ต้องทํางานร่วมกันได้ อันไหนที่เราไม่ชอบหรือไม่สําคัญเราก็หลับตาไปข้างนึงมันก็จบ เพราะพอหมดเวลาจาก 5 โมงเย็น เราก็ต้องกลับรังของตัวเอง แล้วสำหรับน้องๆ ที่จะไปเริ่มงานในที่ใหม่ไปในถิ่นใหม่ อย่าเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง อย่าดึงปัญหาเข้าตัว อย่างเวลาเจ้านายพูดกับเรา ความต้องการก็เพื่อให้งานเสร็จ ค่อยๆ ฝังตัวเข้าไปในสถานที่นั้น เพราะเวลาที่เราไปเริ่มงานใหม่ๆ มุมมองของเราที่มองออกไปสู่ทุกคน กับทุกคนมองกลับมาสู่เรา มันต่างกัน ต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไป แล้วอีกอย่างคนเราจะมีจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง บางคนมัวแต่ไปแก้ไขจุดอ่อนของตัวเอง แล้วลืมที่จะสร้างจุดแข็งของเราก็จะเสียโอกาส ถ้าจุดอ่อน ของเราเป็นเรื่องที่ไม่กระทบกับงานก็ปล่อยมันไป จุดอ่อนของคนแก้ยากมาก บางทีต้องการปล่อยมันไป สู้เอาเวลาไปสร้างจุดแข็งของเราดีกว่าจะเยี่ยมกว่า
- กับสถานการณ์ปัจจจุบันเรื่องต่างๆ ที่เมืองไทย?
พี่ว่าบางครั้งมันดูเหมือนไกลตัวนะ แต่มันใกล้ตัวมากๆ เรื่องของการหางาน ความเป็นอยู่ ความปลอดภัยทั้งด้านชีวิต ประจําวันและเรื่องการงาน มันใกล้ตัวมากๆ สำหรับน้องๆ ที่จะกลับไปทำงานที่เมืองไทยเนี่ยะ ต้องขอบอกก่อนเลยว่า สิ่งที่ต้องเจอมันหนัก ด้วยสถานการณ์ต่างๆ เรามีภาษีกว่าคนที่เมืองไทยตรงที่เราจบนอกและสื่อสารได้ทั้ง 2 ภาษา แต่ ถ้าเราหาจุดเด่นของเราไม่เจอ บางคนกลับไปถึงไปสมัครงานเลยก็โดนดองอยู่ตรงนั้นอีกเป็นปี แต่ถ้าเรารู้จุดเด่นของตัวเราหาตัวเองให้เจอแล้วขายตัวเองให้เป็น ก่อนที่เราจะไปทำงานมันจะง่ายกว่ากันเยอะอย่างเวลาที่เราไปสมัครงาน ส่ง Resume คือการขายตัวเอง อย่างบางคนอาจจะเป็นคนที่เก่งมาก แต่กระดาษแผ่นเดียวถ้าเราไม่รู้จักการ present ตัวเอง จากกระดาษที่แนะนำตัวเองมันก็กลายเป็นขยะได้เหมือนกัน ซึ่งบริษัทก็เลือกคนอื่นที่เหมาะกับตรงนั้นมากกว่า แล้วก็อย่าแค่ให้เขารับเราเข้าทำงานเพราะเรามีภาษาอังกฤษเก่งกว่าคนอื่นแค่นั้น เพราะคุณเข้าไปไม่นานคุณจะมีปัญหาเพราะเด็กที่อยู่เมืองไทย หลายๆ คนเก่งนะ เขาอาจจะไม่มีประสบการณ์เรื่องภาษาแต่เขามี connection มีอะไร อีกหลายๆ อย่างที่เหนือกว่าเราเพราะฉะนั้น พี่อยากให้เตรียมตัวและตั้งใจให้ดี ที่สําคัญทําในสิ่งที่เราตั้งใจให้สําเร็จ โอกาสดีๆในชีวิตผ่านมาไม่บ่อย ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสผ่านมา เราจะต้องพร้อมที่จะรับมันเสมอนะครับ...
Lizm pub & restaurant
ร้าน Lizm สถานบันเทิงแห่งใหม่ย่าน รัชดา-ประชาชื่น
สำหรับผู้ที่มองหาสถานที่นัดพบปะเพื่อนฝูง ยามค่ำคืน ผู้นิยมชมชอบแนวเพลงทื่หลากหลายและอาหารอร่อยมากมายหลายเมนู
ร้าน Lizm ร้านนี้ในยามค่ำคืนไม่ได้มีดีแค่บรรยากาศที่สนุกสนาน เปิดเพลงหลากหลาย
แดนซ์มันส์กระจายสลับกับการเปิดเพลงที่คุ้นเคย แต่ยังมีอาหารอร่อย ๆ ให้เราได้ลิ้มลองเพิ่มอีกด้วย ร้าน Lizm เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเพื่อนในหลายๆวงการ เช่น ดนตรี โทรทัศน์ โฆษณา Production House, Graphic Designer, Fashion etc. ซึ่งหลังจากประสบความสำเร็จจากร้าน Prop Bar RCA และ Prop Bar ประชาชื่น จึงตัดสินใจทำร้านใหม่ที่ใหญ่ขึ้น มีพื้นที่ครบวงจรมากขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 2 โซน
โซนแรกเป็น Live Zone ซึ่งมีวงดนตรีสดเล่นวันละ 3 วงทุกวันตั้งแต่เวลา 20.30 น. ซึ่งวงแรกของทุกๆวัน จะเป็นวงแนว Acoustic ฟังสบายๆ ส่วนวงที่ 2 และ 3 จะเล่นเพลงไทยและสากล ที่เป็นที่นิยม บวกกับเพลงในแนวเฉพาะของแต่ละวง ซึ่งแตกต่างหลากหลายตั้งแต่ Pop, Rock, Reggae, Ska, etc
โซนที่ 2 เป็น DJ Zone เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบแนวเพลงจากดีเจหลากหลายแนวเช่น Hip hop. Dance, House, Disco, Electro Dance etc. และยังเหมาะสำหรับการจัด Private Party หรือ Event ต่างๆได้เป็นอย่างดี ทั้ง 2 zone มีพื้นที่ชั้น 2 สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ซึ่งทุกที่นั่งสามารถชมวิวทิวทัศน์ด้านนอกได้โดยรอบจุดเด่นที่น่าสนใจตั้งแต่ก่อนเข้าร้านเลยคือ มีเนื้อที่กว้างมากถึง 3 ไร่ สามารถจอดรถได้ถึงกว่า 100 คัน
ร้าน Lizm ตั้งอยู่เลขที่ 9/240 ซ.รัชดาภิเษก 74 ถ.รัชดาภิษก บางซื่อ ใกล้สี่แยกรัชดา-ประชาชื่น โทร 02 913 9880-1 แฟกซ์ 02 913 9882 เปิดให้บริการตั้งแต่ 18.00 น.
ร้านอาหารไทยผ่องศรี
ร้านอาหารไทยพาวิลเลี่ยน
Jaiya Restaurant ร้านอาหารไทยใจยา
ศูนย์ซ่อมรถและตรวจสอบจากช่างคนไทย
ขายตั๋วเครื่องบินและจัดทัวร์
Bonne Saison Thai French Cuisine ร้านอาหารไทย-ฝรั่งเศส
ร้านทำฟัน
Hair 2 Stay 48 ร้านทำผม-ตัดผม
Aran Thai Arharnthai Restaurant ร้านอาหารไทย
ร้าน ยำ ยำ แบงค์ค้อก เฮ้าส์
United Royal International Inc. บริษัท ขายตั๋วเครื่องบินและทัวร์
Paleewong บ.ปาลีวงศ์ เทรดดิ้ง

ติดต่อ thaigoodnews@yahoo.com
คำคมดีๆ...
thaigoodnews.us
